กังหันลมผลิตไฟฟ้า ทางรอดของไทยฝ่าวิกฤติราคาน้ำมัน!
โดย : ดวงพักตรา ไชยพงษ์
ปัจจุบันพลังงานทดแทนกำลังก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อประเทศไทย โดยเฉพาะในยามที่ประเทศชาติต้องประสบกับวิกฤติราคาน้ำมันแพงเช่นปัจจุบัน ซึ่งพลังงานทดแทนมีด้วยกันหลากหลายประเภท อาทิ ไบโอดีเซล แก๊สโซฮอล์ ก๊าซหุงต้ม(LPG) ก๊าซธรรมชาติ(NGV) ถ่านหิน รวมกระทั่งนิวเคลียร์ อย่างไรพลังงานทดแทนอีกประเภทหนึ่งที่น่าจับตามองในประเทศไทย นั่นก็คือ "พลังงานลม" ซึ่งเป็นพลังงานงานธรรมชาติที่สะอาดไม่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ ที่สำคัญขณะนี้ภาครัฐกำลังเดินหน้าติดตั้งกังหันลมขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยขึ้นด้วย
นายรังสรรค์ สโรชวิกสิต ผู้อำนวยการสำนักวิจัย ค้นคว้าพลังงาน กรมพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) ระบุว่า กระทรวงพลังงานมีเป้าหมายเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมให้ได้ 110 เมกะวัตต์ ภายในปี 2554 โดยปัจจุบันประเทศไทยผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมได้ทั้งสิ้นประมาณ 0.5 เมกะวัตต์ โดยขณะนี้กังหันลมขนาดใหญ่ของไทยอยู่ที่แหลมพรหมเทพ จ.ภูเก็ต ซึ่งเป็นของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) มีกำลังการผลิตไฟฟ้า 150 กิโลวัตต์
อย่างไรก็ตามในปีงบประมาณ 2549 พพ. ได้รับงบ18.5 ล้านบาท เพื่อนำมาใช้ติดตั้งกังหันลมขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยขึ้น ที่ อ.หัวไทร จ. นครศรีธรรมราช มีความสูงเพื่อรับลม 50 เมตร และมีกำลังการผลิตไฟฟ้าได้ 250 กิโลวัตต์ ซึ่งกังหันลมดังกล่าวนอกจากจะใช้สำหรับการผลิตไฟฟ้าแล้ว ยังเป็นการการสาธิตให้ประชาชนและภาคเอกชนเห็นถึงความสำคัญของพลังงานลม รวมทั้งส่งเสริมให้ภาคเอกชนหันมาลงทุนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมมากขึ้น โดยคาดว่าจะเริ่มเปิดใช้งานจริงปลายเดือน ม.ค. นี้
นอกจากนี้ ยังมีโครงการติดตั้งกังหันลมที่ใหญ่กว่าเดิมอีก 1 ตัว ตั้งอยู่บริเวณเดียวกันที่อ. หัวไทร มีกำลังการผลิตถึง 1.5 เมกกะวัตต์ ซึ่งจะกลายเป็นกังหันลมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศในอนาคต มีระดับความสูง 80 เมตร ใช้งบประมาณ 113.5 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะติดตั้งแล้วเสร็จปลายปี 2551 โดยจะจำหน่ายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคทั้งหมดและหากกังหันลมทั้ง 2 ตัวติดตั้งและดำเนินการได้จะสามารถผลิตไฟฟ้าให้ประเทศไทยได้จำนวน 2 เมกะวัตต์
นายรังสรรค์ กล่าวด้วยว่า กระทรวงพลังงานยังมีโครงการติดตั้งกังหันลมขนาดใหญ่อีก 2 ตัว ที่อ.ยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี มีกำลังการผลิตไฟฟ้า 250 กิโลวัตต์ และ 1.5เมกะวัตต์ เช่นเดียวกับที่ อ.หัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี2551 เช่นกัน
พร้อมกันนี้ได้เตรียมหารือกับศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)เพื่อนำกังหันลมไปติดตั้งด้วย โดยคาดว่าจะก่อให้เกิดการลงทุนในภาคใต้รวมทั้งช่วยให้เกิดการจ้างงานสำหรับก่อสร้างกังหันลมอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม กังหันลมดังกล่าวทั้งหมดเป็นเพียงแค่การสาธิตให้ภาคเอกชนได้เห็นของจริงและได้มาลงทุนติดตั้งกังหันลมในบริเวณเดียวกัน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้ศึกษาแล้วว่ามีกำลังความเร็วลมดีที่สุดที่ 5 เมตร/วินาที เหมาะแก่ทำกังหันลมสำหรับผลิตไฟฟ้าได้ โดยปัจจุบันมีภาคเอกชนเริ่มให้ความสนใจและเข้ามาศึกษาแล้ว โดยเฉพาะที่อ.หัวไทรมีภาคเอกชนและบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) เตรียมแผนที่จะมาติดตั้งกังหันลม 20 ตัวเป็นทางยาวเรียงต่อกัน รวมกำลังการผลิตไฟฟ้าได้ 30 เมกะวัตต์ ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดการใช้พลังงานลมอย่างคุ้มค่าแล้ว ส่งผลให้บริเวณดังกล่าวเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เรียกว่า
วินฟาร์ม ในอนาคตด้วย
ทั้งนี้ เพื่อให้ภาคเอกชนได้หันมาลงทุนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมเพิ่มขึ้น ทางกระทรวงพลังงานได้ออกมาตรการสนับสนุน หลายประการ อาทิ สนับสนุนราคารับซื้อไฟฟ้าพลังงานลมเป็นกรณีพิเศษเพิ่มเติมจากราคารับซื้อปกติ 3.50 บาท/หน่วย เป็นเวลา 10 ปี และถ้าลงทุนผลิตไฟฟ้ากังหันลมใน 3 จังหวัดภาคใต้จะได้รับการสนับสนุนอีก 1.50 บาท/หน่วย เป็น5 บาท/หน่วย รวมทั้งหากนำเข้าเครื่องจักรอุปกรณ์ที่ใช้ผลิตไฟฟ้ากังหันลมก็ได้รับการส่งเสริมการลงทุนโดยไม่ต้องเสียภาษีอากรนำเข้าเครื่องจักร และรายได้ของบริษัทที่ขายพลังงานไฟฟ้าก็ไม่ต้องจ่ายภาษีเป็นเวลา 8 ปี ด้วย
การผลิตพลังงานลมด้วยกังหันจำเป็นต้องอาศัยแรงลมเป็นสำคัญ แต่ด้วยลักษณะภูมิประเทศของไทยที่มีแรงลมต่ำ-ปานกลาง ทำให้ต้องเลือกเทคโนโลยีกังหันลมที่เหมาะสมโดยบริเวณที่แรงลมปานกลางส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลด้านอ่าวไทยและด้านอันดามัน และจากการตั้งสถานีวัดแรงลมพบว่า จังหวัดที่มีแรงลมเหมาะแก่การตั้งกังหันลมหรือมีความเร็วลม 5 เมตร/วินาทีขึ้นไปคือ จังหวัดทางภาคใต้ ได้แก่ นครศรีธรรมราชสงขลา พัทลุง และปัตตานี เป็นต้น จึงได้มีการจัดทำกังหันลมขึ้นที่นครศรีธรรมราชและปัตตานีนั่นเอง
ส่วนแรงลมต่ำนั้น ก็ยังสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ แต่ต้องพัฒนาเทคโนโลยีกังหันลมให้เหมาะสม ซึ่งกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานได้ให้สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีทำการศึกษารูปแบบกังหันลมสำหรับรับแรงลมต่ำกว่า 5 เมตร/วินาที เพื่อนำมาใช้ผลิตไฟฟ้าขนาดย่อม ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการใช้ประโยชน์จากพลังงานลมเชิงพาณิชย์ยิ่งขึ้น
"พลังงานลม" แม้จะเป็นส่วนหนึ่งที่เข้ามาช่วยทดแทนพลังงานจากน้ำมันได้ แต่ก็นับว่าไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ของประชาชนทั้งประเทศได้ตลอด และในยามที่พลังงานทดแทนยังมีอยู่น้อยในเวลานี้ เราคนไทยทุกคนยังควรต้องช่วยกันประหยัดกันต่อไป และรู้จักอย่างรู้คุณค่าของพลังงาน เพื่อให้ประเทศชาติได้มีพลังงานไว้ใช้ยามจำเป็นต่อไป